It's me




ก่อนจะอ่านกันยาวๆ มีคำถามที่ถูกถามบ่อยมากคือ

 IKKIMPIM ชื่อนี้ได้แต่ใดมา ?

จะตอบสั้นๆว่า "แม่เรียก"  ก็กลัวจะโดนตบ คือชื่อนี้ แม่เรียกจริงๆค่ะ ตอนเด็กๆเรากลับจากโรงเรียน จะเจอการ์ตูนอิ๊กคิวซัง ชอบดูมาก วิ่งมาดูแทบไม่ทัน แม่ก็เรียกเพี้ยนๆ ว่าอิ๊กคิม อิ๊กพิมไรงี้แหละ แม่เป็นคนตลกค่ะ แต่ชื่อจริงๆ ชื่อว่า "พิม" วันหนึ่งสะกดภาษาอังกฤษออกแล้ว ก็เลยเอามาตั้งเป็นนามปากกา ตั้งให้ดูเท่ๆเหมือนที่เพื่อนๆเขาตั้งกันอะค่ะ ก็เลยได้ชื่อว่า อิ๊กคิมพิม จริงๆเรียกว่า อิ๊ก คิม หรือ พิม ก็หันหมดนะคะ ขออย่างเดียวห้ามเรียกว่า "น้องพิม" แค่นั้นพอ ไม่งั้นจะตบ! อนุญาติให้พ่อเรียกได้คนเดียวค่ะ แม้แต่ผัวก็ห้าม! 



I'M BLOGGER NOT SELLER
หนึ่งความภาคภูมิใจของพิมคือ การเขียนบล็อกให้คนอ่านนี่แหละ จริงๆเป็นงานอดิเรกค่ะ ใช้ระบายอารมณ์ รู้สึกดีทุกครั้งเวลาเห็นตัวหนังสือเต็มหน้ากระดาษ และหน้าเว็ปนี้เปรียบเสมือนไดอารี่ของพิม พิมไม่ได้เปลี่ยนแปลงหน้าเว็ปไปมาก พิมยังอยากคงความเป็นแพ็ทเทิร์นไดอารี่อยู่ เพื่อนๆเข้ามาอ่านจะรู้สึกรำคาญลูกกะตาเพราะไม่ได้สวยหรูเหมือนหน้าเว็ปใหม่ๆยุคนี้ ใครใช้ไอโฟนลองกดแทบบนซ้ายดูค่ะ จะอ่านง่ายขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้น ห้ามใครทักมาหาซื้อของอีก ห้ามทักมาสั่งของอีก ไม่ได้เป็นแม่ค้า เข้าใจมะ





ก่อนหน้านี้ สมัยยังเป็นวัยรุ่นเอ๊าะๆอยู่ พิมหัดเขียน Diary ด้วยมือค่ะ เขียนด้วยปากกานี่แหละ เริ่มเขียนตั้งแต่ ป.4 อายุก็ประมาณ 10 ขวบได้ จุดเริ่มต้นมาจาก คุณพ่อสั่งค่ะ ฮ๊าฮ๊า คิดไปคิดมา คุณพ่อคือจุดเริ่มต้นของทุกอย่างเลย แกแนะนำให้ไปซื้อสมุดมาหนึ่งเล่มแล้วลองบันทึกชีวิตประจำวันดู ง่ายๆก็แค่เล่าเรื่องตัวเองในแต่ละวัน  หรือ บันทึกรายรับรายจ่าย แค่นั้น

เล่มแรกของพิมเป็นสมุดสี่เหลี่ยมพื้นผ้า ทรงสูง สีม่วงเข้ม เล่มไม่ใหญ่ ไม่หนาอะไรมากมาย กะว่าจะเขียนให้หมดเล่มไว้ๆ จะได้ดูเป็นชิ้นเป็นอัน รู้สึกดีทุกครั้งเวลาเปิดย้อมกลับไปอ่านลายมืออุบาทๆของตัวเอง แต่เล่มแรกก็ไปไม่ถึงไหนค่ะ เขียนยังไม่จบเล่มก็เบื่อซะก่อน แต่กว่าจะเบื่อก็ปาไปครึ่งเล่มละนะ (นี่นั่งพิมพ์ไป นึกไป ก็อดอมยิ้มไม่ได้ ) เรื่องแรกที่เขียนยังจำได้อยู่เลยค่ะ เหตุเกิด ที่โรงเรียนเซ็นโยเซฟระยอง ช่วงเปิดเทอมใหม่ๆ มีงานจัดนิทรรศการอะไรสักอย่าง กลับมาบันทึกอย่างตื่นเต้น และก็บันทึกรายจับรายจ่ายแบบหลอกๆ จำได้ว่าได้เงิน 30 บาทไปโรงเรียน เงินจะเหลือ 5 บาทไว้หลอดกระปุก บางทีก็แอบเขียนโม้ๆโกงๆว่าเหลือเยอะบ้างไรบ้าง ฮ๊าฮ๊า พอๆไม่เล่าดีกว่าเดี๋ยวยาว อิอิ

มาที่สมุดเล่มถัดไป ถอยเล่มใหม่จากโลตัส เป็นสมุดสีขาว+ขอบฟ้า ฟ้าแบบน้ำทะเลอินเทรนด์นิดนึง ปกหนาเชียวแหละ กว่าจะเริ่มกลับมาเขียนเล่มนี้ได้ ทิ้งช่วงไปนานหลายปี เล่มที่สองนี้เต็มไปด้วยอารมณ์ ความรู้สึกล้วนๆ สาระไม่ค่อยมี รายรับรายจ่ายเลิกเขียน ช่วงนั้นพิมเป็นวัยรุ่นเต็มตัวค่ะ ประมาณ มอ.2-3 เรื่องราวโครตเยอะ ทั้งมีแฟนคนแรก ทะเราะกับเพื่อน ทะเราะกับพ่อ เถียงกับครูบ้างไรบ้าง ปัญหาวัยรุ่นต่างๆหนะค่ะ เราไม่มีที่ระบาย ก็เลยมาลงกับกระดาษนี่แหละ สมุดเล่มนี้เต็มไวมากค่ะ ช่วงไหนที่อารมณ์ดี ก็จะวาดรูปใส่ลงไปด้วย รูปดอกไม้บ้าง หัวใจบ้าง แต่ไม่ระบายสีนะคะ เป็นคนวาดรูปไม่ค่อยเก่ง ก็ขีดๆเขียนๆไปนั้นแหละค่ะ  ช่วงไหนอารมณ์เสียหงุดหงิดมา ลายมือคือเฮียยยยมากกกก โครตอุบาทค่ะพูดเลย เขียนเละเทะ เหมือนใส่อารมณ์เข้าไปเยอะเป็นพิเศษ นึกย้อนกลับไปรู้สึกดีที่ไม่เอาอารมณ์เด็กวัยรุ่นไปลงกับเหล้า เบียร์ สิ่งเสพติด 

ส่วนเล่มที่ 3 เป็นสมุดสีน้ำตาล กระดาษรีไซเคิล แนวรักโลกกำลังมา เล่มนี้แหละจุดเปลี่ยนที่ทำให้พิมหยุดการเขียนไดอารี่ด้วยมือไปตลอดกาล และหันมาลงที่ไดอารี่ออนไลน์เป็นหลัก ประมาณ มอ.ปลาย ตอนนั้น internet เริ่มมา ยุค hi5 กำลังบูม พิมแต่ง Hi5 เก่งมากและสวยด้วย ชมตัวเองนิดนึง ชอบแข่งกับเพื่อนชื่อ นัง Ink นางเก่ง Photoshop มาก สมัยนั้น เรา2คนชอบเข้าไปเดินใน SE-ED และจดขั้นตอนการใช้ Photoshopมา จดเป็นขั้นตอน วาดเครื่องมือให้จำได้ว่าอะไรคืออะไร แล้วกลับมาเล่นที่บ้าน คอมเครื่องนั้นราคาประมาณเกือบ 3 หมื่น พ่อซื้อมาให้เล่นเกมส์ The sims ตีกับพ่อแทบแย่กว่าจะลง The simsได้ เราก็แบ่งเวลาหัด Retouch หน้าตัวเองไปด้วย เล่นเกมส์ไปด้วย สวยใสสไตล์โฟโต้ช็อปตั้งแต่ม.2 อะจ๊ะ งานแก้มชมพูต้องมา งานตาโตบิ๊กอายต้องมานะจ๊ะ เงินไม่มีซื้อคอนแทคเลนส์ไม่เป็นไรจ๊ะ อีนี่ทำได้หมด อ้าวเห้ย! ทำไมเขียนนอกเลย 5 5 5 + 

อะ.... พิมเขียนไดอารี่ 2 แห่ง คือ เว็ป  Storythai และ  Yenta4 ค่ะ บางทีก็เขียนใน My space แต่ไม่ได้จริงจัง ใน Storythai ยุคนั้นจะมีคนดังเกิดขึ้นมากมาย ดังมาจนถึงทุกวันนี้เลยนะคะ ตอนนี้เป็นดาราบ้าง เน็ตไอดอลบ้าง เราก็อยากจะดังบ้าง อยากมีคนเข้าอ่านเยอะๆเหมือนเขา แต่บังเอิญไม่สวยไงและแต่งตัวไม่เก่ง ถม storythai ต้องเสียเงินเพื่อมีพื้นที่ในการใส่รูปอีก เงินก็ไม่ค่อยจะมีกินขนมอยู่ละ ก็เลยไม่เกิดค่ะ ส่วนคนที่ตามอ่านจริงๆจะอยู่ในเว็ป Yenta4 มากกว่า เราเคยเป็นน้องใหม่ Freshy Yenta4 ด้วย เป็นคอนเท็นสัมภาษณ์เด็กๆที่ชอบเขียนไดอารี่ค่ะ ได้ขึ้นหน้าเว็ปเลยดีใจมาก ไดอารี่เรามักจะติด top 10 บ่อยๆ ( ถ้าพี่ต้นคนดูแลเว็ปอ่านมาเจอตรงนี้ คงจำหนูได้นะ ตอนนี้พี่ไปเปิดร้านอาหารแล้วนิ รวยไปใหญ่แล้วสินะ ชิชิ ) 

ตอนนั้น ก็ทำให้มีคนตามมาอ่านตลอด ส่วนใหญ่ก็พิมอัพเดทเรื่องราวประทับใจ ไม่ค่อยอัพเรื่องส่วนตัวเพราะว่าออกสื่อมากจะไม่ดี อย่าง ไปแสดงละครหรือไปรำไทยและกีฬาสี เราก็จะโพสรูปบรรยายภาพ ประมาณนั้นอะค่ะ แต่ไอ้กีฬาสีนี้แหละทำให้เกิดปัญหา จำได้แม่น เคยทำให้ตัวเองโดนเพื่อนตบ เกือบโดนกระทืบตายมาแล้ว 5 5 5+ คือสีเราแข่งแชร์บอลแพ้ รุ่นพี่หาว่าเราเอาตระกร้าไปเคาะหัวเขา ทำให้ฝ่ายตรงข้ามปัดลูกบอลไม่ได้ ไอ้เรายังไม่ได้เคาะใครเล๊ยยยยย เขาเอามือมาเกี่ยวตระกร้าเราเองงะ แม้งรุมด่าเราซะ โครตโกรธ พิมก็เลยเอาเรื่องนี้ไปอัพใน Yenta4 ค่ะ ดันไปด่าเพื่อนออกสื่อซะนี่ เช้าวันรุ่งขึ้น เพื่อนเอาเหรียญทองคว้างใส่เลยค่ะ หาว่ากูแพ้แล้วพาล 5 5 5+  ดีนะไม่โดนหน้า ไม่งั้นไม่อยู่สวยจนถึงทุกวันนี้ 5555 ส่วนนังเพื่อนขาโหดคนนั้นกลายเป็นเพื่อนสนิทพิมไปแล้วค่ะตอนนี้ บ้านนางอยู่ Tonw in Tonw เรียกมามิทติ้งด้วยกันบ่อยๆ โครตขำ ( นังเอ๋อ ถ่ายอ่านมาเจอ ทักมาหากูด้วยนะ ) 

อะกลับมาที่ สมุดเล่มสุดท้ายที่ทำให้พิมเลิกเขียนไดอารีรด้วยมือ ตอนนั้น ช่วง มอ.ปลายค่ะ เข้าไปเรียนที่อัสสัมชัญระยอง มีผู้ชายเต็มโรงเรียนเล๊ยยยยยย (ก่อนหน้านี้เรียน เซ็นโย ไม่มีผู้ชาย) ไอ้เราก็เริ่มสวยไง กลายเป็นตัวป๊อปๆในโรงเรียนเลยนะ แถมเป็นเด็กกิจกรรมด้วย ประมาณว่าฝ่ายเสนอหน้าทุกงานหนะค่ะ งานลอยกระทงเอย เชียร์ลีดเดอร์เอย เป็นแม่มารีในงานคริสมาสเอย ทำนองนี้ ก็ทำให้มีรุ่นพี่มาชอบเยอะ แต่พิมมีแฟนนอกโรงเรียนอยู่แล้วอะ เวลาพิมแอบปิ๊งใคร ก็เขียนลงใน diary นี่แหละ บอกใครไม่ได้เดี๋ยวมีเรื่อง ตอนเด็กๆค่อนข้างเจ้าชู้ค่ะ เด็กๆนอกจากเรียนก็ว่างอะเนอะ ไม่มีอะไรจะทำ ขนาดพ่อใช้ให้ไปเรียนดนตรี ก็ยังไม่ปิ๊งมือกีต้าร์ในโรงเรียนดนตรีอีก สืบได้ว่าเขาอยู่หมู่บ้านตรงข้ามกูไปอีกกกกก โถววววลูกกกก เขาเด็กนานาชาติ เขาเท่ แล้วเราอะใคร โถ โถ โถ ฮ๊าฮ๊า ( ตอนเด็กๆ ทำไมกูแรดจัง ไม่รู้ตัวเลยนะเนี่ย )

ตลอด 3 ปีที่เรียนอัสสัมมา มีผู้ชายจีบโครตเยอะ ได้ช็อกโกแลตมากินฟรีๆบ้างไรบ้าง วันหนึ่งอีแฟนตัวดีมันเผือกมาเปิดไดอารี่ของเราอ่านค่ะ ไอ้เราก็อุสาห์ซ่อนไว้ในซองลับกระเป๋านักเรียนดีแล้วนะ แม้งก็ไปค้นเจอได้ ด้วยความที่มันเริ่มสงสารพฤติกรรมของเราค่ะท่านผู้โชมมมม แบบว่า เรามีความเปลี่ยนไป โตขึ้น สวยขึ้น ตอนนั้นราวๆมอ.6 ได้ละ   เป็นสาวละไง แม้งเลยจับได้ว่าเรามีกิ๊กเยอะ 55555 แม้งขุดมาอ่านตั้งแต่หน้าแรก ยันหน้าสุดท้าย โครตซวย! ชิบหายวายวอดมากตอนนั้น ทะเราะกันทุกวัน เท่านั้นยังไม่พอ พ่อดันเอาไปอ่านอีกกกกกก  ตอนนั้นทำให้เรารู้สึกว่า ความลับมันไม่เป็นความลับอีกต่อไป สูญเสียความเป็นส่วนตัวที่สุดในชีวิต เสียใจและก็ร้องไห้ ด้วยความที่เราไม่สามารถเก็บความลับไว้ในนี้ได้อีก เราก็เลยตัดสินใจไม่เขียนแม้งละ และเอาไดอารี่ทั้งหมดไปเผาทิ้ง ตั้งแต่เล่มแรกเลย โครตเซง โครตเสียดายมาถึงทุกวันนี้ อยากอ่านลายมือทุเรสๆของตัวเองมาก เพราะลายมือกูห่วยสุดในโรงเรียนพูดเลย 5555 โครตคิดถึงเลย แต่เราพิมพ์คีย์บอร์ดไวสุดในโรงเรียน แป้นคีย์บอร์ดไม่มีภาษาไทยก็พิมพ์ได้ ท่าได้นะจ๊ะ 
คิดดูดิ ถ้าได้ย้อนอ่านลายมือตัวเองบ่นตั้งแต่ ป.4 มันจะตลกแค่ไหน ฮ๊าฮ๊า

หลังจากนั้นมาก็มาอัพเดทใน Diary online แทน แต่พอเข้ามหาลัย ก็ไม่ค่อยได้เขียนแล้ว เนื่องจากเรียนหนักและกิจกรรมก็เยอะด้วย ติดเพื่อนใหม่ เลิกกับอีแฟนคนนั้นไป เกลียดมัน ตอนนี้แม้งไปเป็นเจ้าของสวนยาง สวนผลไม้ไรของมัน รวยตายห่าไปละมั้ง 

ช่วงเรียนจบ หันมาเขียนใน Blogspot และเปลี่ยนโดเมนเนมเป็น www.ikkimpim.com ดูเท่แฮะ เขียนจริงจังเลยดีมะ เลือกสายเลยดีมะ ? อาจริงๆก็ไม่ได้ตั้งใจจะมาทางนี้ เราเขียนเป็นงานอดิเรกมากกว่า แต่พื้นฐานเราชอบแชร์เรื่องราวของตัวเองอย่างที่บอกไป แต่ก็คิดว่าถ้าลองเขียนเป็นบทความให้คนอื่นอ่านแล้วได้ความรู้ ก็น่าจะดีนะ ดูเป็นประโยชน์มากกว่านั้งว่างๆไปวันๆ เพราะเลิกเรียนรำไทย เลิกเรียนดนตรีไปละ ไม่ได้ซ่อมดนตรีกับพ่อเหมือนแต่ก่อน 

พอโตขึ้น มีไอเท็มเยอะขึ้น มีเงินซื้อของ ก็แอบแชร์ลิปสติกบ้างไรบ้าง ย้อนกลับไปอ่าน Blog เก่าๆ เขียนห่วยมาก ไม่ได้มีความสะอาดของย่อหน้าเลย บทความเขียนไปงั้นๆ กล้องโทรศัพท์ห่วยๆ ที่นี้ก็เลยตั้งใจว่า เราจะเขียน Beauty อย่างเดียวเท่านั้น เลิกเขียนไดอารี่ ลบไดอารี่ไปให้หมด จังหวะเหมาะพอดีกับยุค Facebook กำลังมา ทำให้การเล่าเรื่องของตัวเองกลายเป็น status ใน Facebook แทน 5 5 5 5 + โตแล้วกูจะอัพเตตัสวันละกี่รอบก็ได้ ฮ๊าฮ๊า

เอออออ ยาวเกินไป เอาแค่นี้ก่อน ไว้มาอัพต่อ ง่วงนอนละ